| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ประเทศมาเลเซียจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2556 หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐ 12 จาก 13 รัฐ (ยกเว้นรัฐซาราวัก) หลังธรรมเนียมปฏิบัติที่เริ่มตั้งแต่ปี 2547 ให้จัดการเลือกตั้งเหล่านี้พร้อมกัน[3][4]
พรรครัฐบาล แนวร่วมแห่งชาติ (BN) ที่ครอบงำโดยพรรคอัมโนของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ได้รับเสียงข้างมาก แม้พรรคปากาตัน รักเกียตที่ตั้งโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านสามพรรค จะได้รับเสียงจากประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะที่นั่งมิได้จัดสรรตามสัดส่วน แต่ในระดับเขตเลือกตั้ง ตามระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (first-past-the-post system) อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านมีที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่พรรครัฐบาลเสียที่นั่งเล็กน้อย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (5 พ.ค.) ปรากฏว่า หลังปิดหีบลงคะแนนผ่านไปประมาณ 9 ชั่วโมง และนับบัตรได้กว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด พรรคร่วมรัฐบาลในนาม “แนวร่วมแห่งชาติ” นำโดยพรรคอัมโนของ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค คว้าชัยชนะได้สำเร็จ เมื่อได้ ส.ส. เข้าสู่รัฐสภาแล้วอย่างน้อย 127 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากจากทั้งหมดในรัฐสภา 222 ที่นั่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเอกเทศ ขณะที่แนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค นำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม ได้ ส.ส. แล้ว 77 ที่นั่ง
นับเป็นชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไป 13 ครั้งติดต่อกัน ของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งผูกขาดครองอำนาจเป็นรัฐบาลมาตลอด ตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2500 และเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างผิดความคาดหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่สุดจากฝ่ายค้าน
เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติมาเลเซีย เผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนราว 13 ล้านคน ตัวเลขผู้ที่ออกไปใช้สิทธิสูงถึง 80 % หรือกว่า 10 ล้านคน โดยการลงคะแนนมีขึ้นในหน่วยเลือกตั้งกว่า 8,000 หน่วยทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 08.00 น. – 17.00 น.
| การเลือกตั้งทั่วไปรอบล่าสุดของมาเลเซียที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2013 ที่ผ่านมาเกิดขึ้นหลังการประกาศของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคเพื่อให้มีการยุบสภาอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน โดยการเลือกตั้งคราวนี้จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสมาชิกสภาท้องถิ่นของรัฐต่างๆ จำนวน 12 รัฐจากทั้งหมด 13 รัฐทั่วประเทศ (ยกเว้นรัฐซาราวัค) ผลการเลือกตั้งที่ออกมาว่าพรรคการเมือง 13 พรรคที่เป็นพันธมิตรฝ่ายรัฐบาล ที่เรียกตัวเอง “บาริซัน เนชันแนล” (บีเอ็น) ที่มีพรรค “United Malays National Organisation” หรือพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ (อัมโน) ของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคเป็นแกนนำยังคงสามารถคว้าชัยชนะมาครองได้อีกครั้ง ด้วยจำนวนที่นั่งในสภา 133 ที่นั่ง แม้จะลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อน 7 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรคในนาม “ปากาตัน รักยัต” ภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิมคว้ามาได้ 89 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 7 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวร่วมฝ่ายค้านภายใต้การนำของนายอันวาร์ กลับเป็นฝ่ายที่ได้รับคะแนน “ป็อปปูลาร์ โหวต” จากประชาชนสูงกว่าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ราว 5.6 ล้านเสียง ต่อ 5.2 ล้านเสียง ขณะที่จำนวนผู้ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 84.84 เปอร์เซ็นต์ หลังมีการประกาศผลการเลือกตั้งเพียง 1 วัน นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ได้เข้าทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียเมื่อวันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคมเพื่อเข้ารับตำแหน่งบริหารประเทศสมัยที่ 2 แม้การเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งจบสิ้นลง จะถูกฝ่ายค้านประณามว่าเต็มไปด้วย “การทุจริต” อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำของพันธมิตรฝ่ายค้าน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันชุมนุมประท้วง “การโกงเลือกตั้งที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย” ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม ณ สนามกีฬาแห่งหนึ่งนอกกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยย้ำว่ารัฐบาลของนาจิบ ราซัคได้สูญสิ้นความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมือง และอันวาร์ยังขนานนามการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการ “ก่ออาชญากรรมต่อชาวมาเลเซีย” บรรดาผู้สนับสนุนแนวร่วมฝ่ายค้านต่างแสดงออกถึงความรู้สึกผิดหวังและขมขื่นกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา เนื่องจากพวกเขาคาดหมายไว้สูงว่าการเลือกตั้งคราวนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในประเทศแต่ผลลัพธ์คือ พวกเขาได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่แล้วในปี 2008 เพียง 7 ที่นั่งเท่านั้น ขณะที่ในการเลือกตั้งคราวนี้ ผู้มีสิทธิออกเสียงมากมายร้องเรียนว่า มาตรการสำคัญประการหนึ่งซึ่งทางการมาเลเซียระบุว่าเป็นเครื่องรับประกันว่าจะไม่มีการโกงการเลือกตั้ง อันได้แก่การให้ผู้ที่ใช้สิทธิแล้ว “พิมพ์นิ้วมือ” ด้วย “หมึกที่ไม่สามารถลบได้” เพื่อป้องกันการเวียนเทียนลงคะแนนนั้น แท้จริงแล้วหมึกดังกล่าวสามารถใช้นิ้วลบออกอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอ ภาพถ่าย และข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก ที่ยืนยันผ่านโลกออนไลน์ว่า พบ “ผู้มีสิทธิออกเสียง” ชาวต่างชาติในคูหาเลือกตั้ง ซึ่งตรงกับที่อันวาร์ เคยกล่าวหาก่อนวันเลือกตั้งไม่นานว่ารัฐบาลขน “ผู้ต้องสงสัย” หลายหมื่นคนซึ่งอาจเป็นชาวต่างชาติไปยังเขตเลือกตั้งหลายแห่งทั่วประเทศ อันวาร์วัย 65 ปีซึ่งเคยมีตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในระหว่างปี 1993-1998 และถูกวางตัวเป็น “ทายาททางการเมือง” ของ มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวต่อกลุ่มผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมชุมนุมเมื่อคืนวันพุธ (8) ณ สนามกีฬาแห่งหนึ่งนอกกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยยืนยันจะเดินหน้าคัดค้านผลการเลือกตั้งใน 30 เขต ที่ผู้สมัครของพรรคร่วมฝ่ายค้าน “ปากาตัน รักยัต” ทั้ง 3 พรรค ประสบความพ่ายแพ้ต่อผู้สมัครของฝ่ายรัฐบาลแบบน่ากังขา โดยเขามั่นใจว่าการต่อสู้ตามแนวทางนี้มากพอที่จะก่อให้เกิดการพลิกผันของผลการเลือกตั้งได้ ขณะที่จำนวนของผู้ออกมาชุมนุมตามการเชิญชวนของอันวาร์นั้น รอฟิซี รัมลี ผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์ของพรรคพีเพิลส์ จัสทิซของนายอันวาร์ระบุว่ามีผู้เดินทางมาร่วมชุมนุมสูงถึงราว 80,000 คน ทั้งที่มีฝนตกหนักและมีคำขู่จากทางการมาเลเซียว่าจะจับกุมผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมของฝ่ายค้าน ขณะที่ข้อมูลของตำรวจเผยว่าผู้เข้าร่วมการชุมนุมของฝ่ายค้านมีจำนวนประมาณ 60,000 คน ด้านคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซียเผย ผู้สมัครที่ข้องใจในผลการเลือกตั้งมีเวลา 21 วันในการยื่นเรื่องร้องเรียน และหากมีการตรวจสอบพบการทุจริตจริงตามข้อร้องเรียน ผู้พิพากษาก็จะออกคำสั่งให้มีการเลือกตั้งซ่อมในเขตที่พบปัญหา เมื่อถึงตอนนี้ คงไม่ผิดนักหากจะสรุปว่า แม้การเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียที่เกิดขึ้นในคูหา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคมจะจบสิ้นลงไปแล้ว แต่ “การเมืองนอกคูหา” ของมาเลเซียดูจะจะยังคงดำเนินต่อไป ตราบใดที่รัฐบาลของนาจิบ ราซัคยังไม่อาจยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ว่าได้รับชัยชนะมาอย่างขาวสะอาด โดยมีความเป็นไปได้ที่อาจได้เห็นการประท้วงตามท้องถนนที่ยืดเยื้อจากฝ่ายค้านของอันวาร์ อิบราฮิม และหากเป็นเช่นนั้นก็คงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่มอาเซียนและอันดับ 29 ของโลกมิใช่น้อย |